การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

ชื่อโครงการ ภาษาไทย การจัดตั้งหน่วยงานการค้ำประกันเครดิตและการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน+3 ภาษาอังกฤษ Establishing Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) เหตุผลความจำเป็น 1.ในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการจัดตั้งกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลง ทุน (Credit Guarantee and Investment Mechanism : CGIM) เพื่อสนับสนุนการออกหุ้นกู้สกุลเงินท้องถิ่นของภาคเอกชนในภูมิภาค โดยให้จัดตั้งในรูป Trust Fund ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) และให้มีเงินทุนจัดตั้งเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่สามารถเพิ่มทุนดำเนินงานได้ในภายหลังหากมีความต้องการจากตลาดเพิ่มขึ้น และมอบหมายให้คณะทำงานย่อยมาตรการริเริ่มการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative : ABMI) ภายใต้ Task Force 1 : Promoting the Issuance of Local Currency Denominated Bonds (TF1) ซึ่งมีประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประธานคณะทำงานร่วมไปหารือแนวทาง การจัดตั้ง CGIM ต่อไป 2.ต่อมาที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงการคลังและธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN+3 Finance and Central Bank Deputies’ Meeting : AFDM+3) เห็นว่า หากเปลี่ยนชื่อจาก Credit Guarantee and Investment Mechanism (CGIM) เป็น Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) แล้ว จะสื่อถึงแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานนี้ได้ชัดเจนกว่า รวมทั้งลดความสับสนจากความคล้ายคลึงกับชื่อของกองทุนสำรองพหุพาคีภายใต้ มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative Multilateralisation : CMIM)อีกด้วย 3.ในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ที่ประชุมได้ลงมติให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาข้อตกลงจัดตั้ง CGIF และกรอบวงเงินทุนจัดตั้งในส่วนที่ประเทศไทยจะต้องชำระ 4.คณะทำงานย่อยฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และ ADB ได้ประชุมเจรจาร่วมกันและได้จัดทำร่างข้อตกลงจัดตั้งฯ เสร็จแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นไปตามกรอบการเจรจาที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา พร้อมทั้ง มีข้อสรุปในเรื่องวงเงินและแนวทางการชำระเงินทุนด้วยแล้ว 5.ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคสอง ได้กำหนดว่า “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมาย ระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดัง กล่าว” และมาตรา 190 วรรคสาม ได้กำหนดว่า “ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่าง ประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย” 6.ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 11/2542 33/2543 และ 6 -7/2551 โดยได้วินิจฉัยความหมายของคำว่าหนังสือสัญญาเป็นบรรทัดฐานไว้ว่า หมายถึง ความตกลงทุกประเภทที่ประเทศไทยทำขึ้นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่าง ประเทศ โดยหนังสือสัญญาดังกล่าวต้องมีลักษณะเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเป็นหนังสือ และเป็นสัญญาที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น การเจรจากรอบข้อตกลงจัดตั้ง CGIF ถือเป็นการจัดทำตามสัญญาตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฯ เนื่องจากกรอบข้อตกลงดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกที่ลงนามในข้อตกลงเสนอ ข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการและให้ใช้กฎหมายระหว่างประเทศบังคับ สาระสำคัญและวัตถุประสงค์ของโครงการ 1.การจัดตั้ง CGIF เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาค ASEAN+3 ทั้ง 13 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย บรูไนดารุสซาลาม ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาเลเซีย สหภาพพม่า สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ราชอาณาจักรไทย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) โดยจะจัดตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมา และให้ประเทศสมาชิก ASEAN +3 และ ADB ร่วมกันชำระเงินทุนจัดตั้งเบื้องต้นวงเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาชนจีนจะชำระเงินทุนจัดตั้งรายละ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ สาธารณรัฐเกาหลี 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศในกลุ่ม ASEAN (10 ประเทศ) รวมกัน 70 ล้านเหรียญสหรัฐ (แบ่งเป็นสาธารณรัฐอินโดนีเซีย สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศไทย ประเทศละ 12.6 ล้านเหรียญสหรัฐ บรูไนดารุสซาลาม 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพพม่า ประเทศละ 100,000 เหรียญสหรัฐ) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) 130 ล้านเหรียญสหรัฐ และให้ ADB ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สิน (Trustee) 2.การจัดตั้ง CGIF นี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนที่มีฐานที่ตั้งอยู่ใน ประเทศในภูมิภาค ASEAN+3 และมีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) อยู่ในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) สามารถเข้าระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น โดย CGIF จะช่วยค้ำประกันตราสารหนี้เพื่อให้ตราสารหนี้เหล่านั้นมีอันดับความน่าเชื่อ ถือที่สูงขึ้น อันจะช่วยลดต้นทุนการระดมทุนของผู้ออกตราสารหนี้ ช่วยให้ผู้ออกตราสารหนี้สามารถขายตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ออกตราสารหนี้สามารถเลือกออกตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของธุรกิจ ทำให้การระดมเงินทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการใช้ เงิน ในส่วนของนักลงทุน จะช่วยเพิ่มทางเลือกของนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในตราสารหนี้ให้มีความหลาก หลายมากขึ้นด้วย และยังเป็นการช่วยพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทั้งในระดับ ประเทศและระดับภูมิภาคด้วย 3.ผู้มีสิทธิขอรับบริการจาก CGIF คือ ภาคเอกชนของประเทศที่ร่วมลงนามและมีฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศในภูมิภาค ASEAN+3 และมีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) อยู่ในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade) ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ ผู้ดำเนินการโครงการ กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สถานที่ที่จะดำเนินงาน (โครงการ) ในภูมิภาค ASEAN+3 ขั้นตอนการดำเนินงาน 1.นำเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบกรอบการเจรจาร่างข้อตกลงจัดตั้ง CGIF (ดำเนินการแล้ว) 2.เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาตามที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการเจรจาตามกรอบที่ได้รับการอนุมัติ (ดำเนินการแล้ว) 3.กระทรวงการคลังดำเนินการเสนอขอตั้งงบประมาณประจำปี 2554 สำหรับใช้เป็นเงินทุนในส่วนที่ประเทศไทยต้องชำระเป็นเงินทุนจัดตั้งเบื้อง ต้นให้กับ CGIF (ดำเนินการแล้ว) 4.ภายหลังจากการเจรจา กระทรวงการคลังจะต้องนำร่างสุดท้ายของข้อตกลงจัดตั้งฯ นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ให้ความเห็นชอบให้มีการลงนามในข้อตกลงจัดตั้ง CGIF ในลำดับถัดไป (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 5.เพื่อให้ประชาชน ผู้ที่สนใจ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการจัดทำข้อตกลงฯ ดังกล่าวเข้าถึงรายละเอียดของร่างข้อตกลงฯ กระทรวงการคลังจะดำเนินการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา (อยู่ระหว่างดำเนินการ) 6.เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบข้อตกลงจัดตั้ง CGIF แล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการลงนามในข้อตกลงและ/หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อไป ระยะเวลาดำเนินโครงการการลงนามการจัดตั้ง CGIF มีกำหนดลงนามในเดือนสิงหาคม 2553 เป็นต้นไป CGIF จะเริ่มดำเนินงานเมื่อมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกแล้ว โดยการจัดประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกกำหนดไว้ ว่า ให้จัดขึ้นภายใน 30 วันนับจากวันที่ ADB (ในฐานะ Trustee) ได้รับชำระเงินทุนจัดตั้งอย่างน้อยร้อยละ 80 ของวงเงินทุนจัดตั้งทั้งหมด หรือได้รับเงินเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 560 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในเบื้องต้นสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น และ ADB (ซึ่งมีวงเงินที่จะต้องชำระรวมกันแล้วเท่ากับ 630 ล้านเหรียญสหรัฐ) ได้แจ้งที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการว่า จะสามารถชำระเงินได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553 เป็นต้นไป ในกรณีที่จะเลิกหรือยุติโครงการจะต้องได้รับความเห็นชอบจากมติของผู้ถือหุ้น (ผู้ร่วมลงทุน) ก่อน ผลลัพธ์ของโครงการ 1.ในส่วนของผู้ออกตราสารหนี้ จะช่วยลดต้นทุนการระดมทุน ช่วยให้ขายตราสารหนี้ได้ง่ายขึ้น เพิ่มทางเลือกให้ผู้ออกตราสารหนี้สามารถเลือกออกตราสารหนี้ที่มีอายุยาวขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงินของธุรกิจ 2.ในส่วนของนักลงทุน จะช่วยเพิ่มทางเลือกของนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในตราสารหนี้ให้มีความหลาก หลายมากขึ้นด้วย 3.ในส่วนของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ จะช่วยให้ตลาดตราสารหนี้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับ ภูมิภาคด้วย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนในที่อยู่อาศัย หรือประกอบอาชีพอยู่ในสถานที่ที่จะดำเนินโครงการและพื้นที่ใกล้เคียงและ ประชาชนทั่วไป - มาตรการป้องกันแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จากผลกระทบดังกล่าว - ประมาณการค่าใช้จ่ายของโครงการและแหล่งที่มาของเงิน - ประเทศไทยจะร่วมชำระเงินทุนจัดตั้ง CGIF เป็นจำนวน 12.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 428 ล้านบาท (ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ) โดยจะใช้งบประมาณแผ่นดิน ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ชื่อ-ชื่อสกุล : นางฉัตรมณี สินสิริ ตำแหน่ง : เศรษฐกรชำนาญการ สังกัด : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โทรศัพท์/โทรสาร 0-2265-8050 ต่อ 5804/ 0 2618-7981 E-mail : chatmanee@pdmo.go.th ชื่อ-ชื่อสกุล : นางสาวรานี อิฐรัตน์ ตำแหน่ง : เศรษฐกรชำนาญการ สังกัด : สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ โทรศัพท์/โทรสาร 0-2265-8050 ต่อ 510/ 0 2618-7981 E-mail : ranee_i@mof.go.th

ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ