พันธบัตรออมทรัพย์แบบไร้ใบตราสาร (Scripless)*

พันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดอายุพันธบัตร และมีผลตอบแทนจากการจ่ายดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นทางเลือกในการออมที่น่าสนใจสำหรับประชาชนและเป็นการสนับสนุนการพัฒนาประเทศของรัฐบาล

      คำถามที่พบบ่อย

      • ทำไมการลงทุนในพันธบัตรรุ่นนี้จึงน่าสนใจ หากเทียบกับการฝากเงินแบบประจำ

        กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกพันธบัตร โดยมอบหมายให้ ธปท. เป็นนายทะเบียน การลงทุนในพันธบัตร จึงเป็นการลงทุนที่มั่นคง ไม่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นคืน ได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทนตามระยะเวลากำหนดที่แน่นอน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรในขณะที่ออกจำหน่ายโดยส่วนใหญ่จะกำหนดให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในขณะนั้น

      • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ไม่ต้องมีภาระในการเก็บรักษาใบพันธบัตร และเมื่อพันธบัตรครบกำหนดไถ่ถอน ธปท. จะจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตรโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์อัตโนมัติ ทั้งนี้ให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์นำสมุดบัญชีเงินฝากและ Bond Book ไปปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้ที่ธนาคารที่ทำรายการซื้อ

      • ผู้สนใจสามารถเลือกวิธีการซื้อพันธบัตรวิธีใดวิธีหนึ่งได้จาก 2 ช่องทาง ดังนี้

        3.1 การซื้อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และ Mobile Application ผู้ซื้อจะต้องดำเนินการตามข้อ 3.2 และลงทะเบียนเพื่อเปิดใช้บริการระบบอินเทอร์เน็ต และ Mobile Application โดยผู้ซื้อจะได้รับความสะดวก
        ใน
        การซื้อและสามารถซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง

        3.2 การซื้อผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ผู้ซื้อจะต้องลงทะเบียนและเปิดบัญชีฝากหลักทรัพย์ที่ธนาคาร (ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารกสิกรไทย  และธนาคารไทยพาณิชย์) และทำรายการซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 12 - 23 กรกฎาคม 2564 หรือจนถึงวันที่จำหน่ายได้ครบวงเงิน โดยผู้ซื้อสามารถดาวน์โหลด
        ใบจองซื้อได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (
        http://www.pdmo.go.th/th/bond-channels)

      •          เมื่อผู้ซื้อชำระเงินในการซื้อพันธบัตรแล้ว มีหลักฐานเพื่อยืนยันการซื้อ ดังนี้

        (1) กรณีซื้อผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และ Mobile Application ผู้ซื้อจะได้รับหลักฐานการทำรายการตามบริการของแต่ละธนาคารกำหนด

        (2) กรณีซื้อผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ผู้ซื้อจะได้รับเอกสารยืนยันการซื้อพันธบัตร

      • คณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ใช่นิติบุคคล ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากไม่มีสถานภาพเป็นบุคคล (บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะซื้อได้ กองทุนส่วนบุคคลที่บริหารโดยสถาบันการเงินไม่สามารถซื้อได้

      • ไม่ต้องให้ความยินยอม

      • เนื่องจากวันที่ซื้อพันธบัตรต่างกัน ทำให้การนับจำนวนวันเพื่อนำไปคำนวณดอกเบี้ยไม่เท่ากัน โดยมีหลักเกณฑ์การนับวัน ให้นับวันที่ซื้อ ไม่นับวันที่จ่ายดอกเบี้ย เช่น

        - นาย ก. ซื้อพันธบัตรรุ่นอายุ 4 ปี ชำระด้วยเงินสดจำนวน 500,000 บาท ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2564
        จ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 12 มกราคม 2565 การนับวันจะนับวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 จนถึงวันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นจำนวน 184 วัน

        - นาย ข. ซื้อพันธบัตรรุ่นอายุ 4 ปี ชำระด้วยเงินสดจำนวน 500,000 บาท ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564
        จ่ายดอกเบี้ยงวดแรกวันที่ 12 มกราคม 2565 การนับวันจะนับวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 จนถึงวันที่ 11 มกราคม 2565 เป็นจำนวน 181 วัน

        ทั้งนี้ งวดต่อไปจำนวนวันเพื่อนำไปคำนวณดอกเบี้ยของ นาย ก. และนาย ข. จะเท่ากัน

      • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถใช้หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นหลักฐานขอคืนภาษีประจำปีได้ ในกรณีที่เงินได้สุทธิของท่านเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 15 

      • ในการโอนดอกเบี้ยและเงินต้นเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) เจ้าของบัญชีได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงิน

      • ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจาก ธปท. จะโอนดอกเบี้ยและเงินต้นเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น

      • ·     กรณีพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless)

                           ติดต่อธนาคารที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทำรายการซื้อ โดยนำ Bond Book และหลักฐานอื่นที่ต้องใช้ในการอ้างอิงไปด้วย

             ·     กรณีพันธบัตรแบบมีใบตราสาร (Scrip)

                           ให้แจ้งโดยตรงที่ ธปท. สำนักงานใหญ่ สำนักงานภาค หรือธนาคาร สำนักงานใหญ่ และสาขาทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อให้ ธปท. ดำเนินการต่อไป

      • ธนาคารสามารถออกหนังสือรับรองยอดพันธบัตร (กรณีไร้ใบตราสาร) ให้ได้ โดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดทำหนังสือรับรองยอดพันธบัตร ตามอัตราที่แต่ละธนาคารประกาศกำหนด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่าง 50 - 200 บาท ต่อฉบับ (สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ธนาคาร)

      • ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไม่มีความเสี่ยงจากการสูญเงินต้น แต่อาจมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนในพันธบัตรอาจเสียโอกาสที่จะลงทุนในทางเลือกอื่น ๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตร เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในอนาคตสูงขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร จะได้รับดอกเบี้ยคงที่ตามอัตราที่กำหนดไว้บนหน้าพันธบัตร ตลอดอายุพันธบัตร 
              ในกรณีที่นำพันธบัตรไปขายให้กับสถาบันการเงินหรือบุคคลอื่น ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินต้นคืนไม่เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วยตามที่ตราไว้ โดยราคาที่ได้อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด ณ ขณะนั้นๆ อย่างไรก็ดี หากผู้ลงทุนถือพันธบัตร จนถึงวันครบกำหนดแล้ว จะได้รับคืนเงินต้นเต็มจำนวนเสมอ
               ท่านสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ที่ website ต่างๆ ดังนี้
                   https://www.bot.or.th/Thai/DebtSecurities
                   https://www.thaibma.or.th
                   https://www.thaibond.com

         

      • กรณีพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ธปท. จะจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตร โดยโอนเงินต้นเข้าบัญชีเงินฝาก (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษและบัญชีเงินฝากประจำ) ของผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามรายชื่อที่ได้รับแจ้งจากศูนย์รับฝาก ซึ่งเป็นรายชื่อ ณ สิ้นวันทำการสุดท้ายก่อนวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อจ่ายคืนเงินต้นตามที่ ธปท. ประกาศกำหนด

        กรณีพันธบัตรแบบมีใบตราสาร (Scrip) การจ่ายคืนเงินต้นพันธบัตรจะกระทำได้ต่อเมื่อ ธปท. ได้รับคืนใบพันธบัตร โดย ธปท. จะจัดส่งแบบคำขอรับคืนเงินต้นพันธบัตรให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน

                 เอกสารไถ่ถอนประกอบด้วย

        (1)    คำขอรับคืนเงินต้นพันธบัตร ที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้กรอกข้อมูลและลงลายมือชื่อตามตัวอย่างที่ให้ไว้กับ ธปท.

        (2)    พันธบัตรฉบับจริงทุกฉบับ ที่ครบกำหนดไถ่ถอน

        (3)    สำเนาหน้าแรกสมุดบัญชีเงินฝากของผู้ถือกรรมสิทธิ์ (ยกเว้นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ
        และบัญชีเงินฝากประจำ) ที่รับรองสำเนาถูกต้อง

        (4)    กรณีบุคคลธรรมดา   - ยื่นด้วยตนเอง แสดงบัตรประจำตัวประชาชน

         - ไม่มายื่นด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

           ที่รับรองสำเนาถูกต้อง

        กรณีนิติบุคคล  แนบ - สำเนาเอกสารแสดงความเป็นนิติบุคคล เช่น หนังสือรับรองจากกระทรวง

         พาณิชย์ออกไว้ไม่เกิน 1 เดือน ใบอนุญาตจัดตั้ง และรายงานการประชุม 
         
        ประจำปีครั้งล่าสุดของสมาคม มูลนิธิ ฯลฯ ที่รับรองสำเนาถูกต้องโดย
         ผู้มีอำนาจลงนาม  และ

                                                   - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม ที่รับรองสำเนาถูกต้อง

        การไถ่ถอนพันธบัตรของผู้เยาว์  การลงลายมือชื่อในคำขอรับคืนเงินต้นพันธบัตร ให้ดำเนินการดังนี้

        ·       ผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ ให้ผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อ

        ·               ผู้เยาว์อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ ให้ผู้เยาว์และผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อร่วมกัน

        ·               ผู้เยาว์อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ อนุโลมไม่ต้องแจ้งบรรลุนิติภาวะก่อนไถ่ถอน และในคำขอรับคืนเงินต้น

             พันธบัตรให้ระบุบัญชีรับเงินต้นเป็นชื่อผู้เยาว์เท่านั้น โดยผู้เยาว์และผู้ปกครองหรือผู้แทนโดย
              ชอบธรรมลงลายมือชื่อร่วมกัน

        หมายเหตุ   - ยื่นด้วยตนเอง ให้แสดงบัตรประจำตัวประชาชนผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรม

          และสูติบัตรหรือทะเบียนบ้านหรือบัตรประจำตัวประชาชนผู้เยาว์ แล้วแต่กรณี

          - ไม่มายื่นด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

        ผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรม และสำเนาสูติบัตรหรือทะเบียนบ้านหรือบัตร 
          ประจำตัว
        ประชาชนผู้เยาว์ แล้วแต่กรณี ที่รับรองสำเนาถูกต้อง

              - ผู้ปกครองหรือผู้แทนโดยชอบธรรม ต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในพันธบัตร

        การไถ่ถอนพันธบัตรของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ถึงแก่กรรม ให้ผู้จัดการมรดกยื่นเอกสารไถ่ถอนแทน พร้อมคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด

      • ผู้จัดการมรดกติดต่อยื่นขอจัดการมรดกที่ธนาคาร /

        กรณีพันธบัตรแบบไร้ใบตราสาร (Scripless) ผู้จัดการมรดกติดต่อยื่นขอจัดการมรดกที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย

        กรณีพันธบัตรแบบมีใบตราสาร (Scrip) ผู้จัดการมรดกติดต่อ ธปท. โดยยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ถึงแก่กรรม ตามระเบียบที่ ธปท. กำหนด

         

      • ทำได้ โดยต้องนำ Bond Book ไปติดต่อธนาคารเพื่อขอออกใบพันธบัตร โดยมีค่าธรรมเนียม
        ในการดำเนินการรวมทั้งสิ้นประมาณ 290 - 370 บาท ต่อรายการ (แล้วแต่กรณี) ประกอบด้วย

                       1) ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับศูนย์รับฝาก 65 บาทต่อรายการ ไม่รวม VAT

                       2) ค่าธรรมเนียมการออกใบพันธบัตรที่ต้องจ่ายให้ ธปท. กรณีบุคคลธรรมดา 20 บาทต่อฉบับ
                            กรณีนิติบุคคล 100 บาทต่อฉบับ ไม่คิด
        VAT

                       3) ค่าธรรมเนียมการดำเนินธุรกรรมในการถอนพันธบัตรจากระบบ Scripless ที่ต้องจ่ายให้ธนาคาร
                            200 บาทต่อรายการ รวม
        VAT

        ลูกค้าจะได้รับใบพันธบัตรประมาณ 4 – 10 วัน (ยังไม่รวมการจัดส่งใบพันธบัตร) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร

      สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมีการใช้งานคุกกี้ (cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถเลือกที่จะยินยอมหรือไม่ยินยอมได้  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล